เกษียณไวแบบ FIRE Movement ยังทำได้จริงไหมในยุคข้าวของแพง

ความฝันที่จะ “ลาออกตอนอายุ 40 แล้วไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์” หรือที่เรียกว่าแนวคิด FIRE (Financial Independence, Retire Early) เคยเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของคนรุ่นใหม่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาค่ะ

แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2026 ที่ข้าวกะเพราจานละ 70-80 บาท ค่าไฟแพงขึ้น และเงินเฟ้อพื้นฐานยังเกาะตัวเหนียวแน่น หลายคนเริ่มตั้งคำถามด้วยความกังวลว่า “ไอ้แผนที่วางไว้ว่าจะเก็บเงิน 10 ล้านแล้วเกษียณ มันยังพอจริงเหรอ” หรือ “FIRE Movement มันตายไปแล้วหรือยัง”

กฎ 4% ยังขลังอยู่ไหม หรือกลายเป็นกับดัก

หัวใจสำคัญของชาว FIRE คือ กฎ 4% (The 4% Rule) ซึ่งบอกว่าถ้าเราเก็บเงินได้ 25 เท่าของค่าใช้จ่ายรายปี เราจะสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ปีละ 4% โดยที่เงินต้นไม่หมดไปตลอด 30 ปี แต่ในยุคข้าวของแพง กฎนี้อาจจะกลายเป็น “กับดัก” ได้ค่ะ

เพราะกฎ 4% ถูกคิดค้นขึ้นจากสถิติในอดีตที่เงินเฟ้อไม่ได้โหดร้ายเท่าปัจจุบัน หากคุณถอนเงินออกมาใช้ 4% ในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งไป 5% นั่นแปลว่าอำนาจในการซื้อของคุณลดลงเรื่อย ๆ และเงินก้อนสุดท้ายอาจจะหมดเกลี้ยงก่อนที่คุณจะสิ้นอายุขัย

ทางแก้ ผู้เชี่ยวชาญการเงินยุคใหม่แนะนำให้ปรับตัวเลขเป็น กฎ 3% หรือ 3.3% แทนค่ะ หมายความว่าคุณต้องเก็บเงินให้ได้มากขึ้นจากเดิม 25 เท่า เป็น 30-33 เท่า ของรายจ่ายต่อปี เพื่อสร้าง Safety Margin หรือกันชนให้หนาพอที่จะรองรับความผันผวนของราคาสินค้าในอนาคต

Coast FIRE และ Barista FIRE ทางรอดที่สมจริงกว่า

ถ้าการเก็บเงินก้อนโตให้ได้ 30 เท่าฟังดูไกลเกินเอื้อม อย่าเพิ่งถอดใจค่ะ เพราะเทรนด์ FIRE ปี 2026 ได้แตกแขนงออกไปเป็นรูปแบบที่ยืดหยุ่นและทำได้จริงมากกว่าเดิม

  • Coast FIRE (เหนื่อยช่วงต้น สบายช่วงปลาย) แนวคิดนี้คือการรีบอัดเงินเก็บในช่วงอายุ 20-30 ปีให้ได้ก้อนหนึ่ง (เช่น 3-5 ล้านบาท) แล้วปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานไปเรื่อย ๆ โดยที่คุณไม่ต้องเก็บเงินเพิ่มอีกเลย หลังจากนั้น คุณแค่ทำงานอะไรก็ได้ที่รายได้พอกินพอใช้ไปวัน ๆ (ไม่ต้องเหลือเก็บ) เพื่อรอให้เงินก้อนแรกโตจนพอเกษียณตอนอายุ 60 วิธีนี้ช่วยลดความกดดันและทำให้คุณเลือกงานที่ชอบได้เร็วขึ้น
  • Barista FIRE (เกษียณแบบลูกผสม) นี่คือเทรนด์ที่ฮิตที่สุดตอนนี้ค่ะ คือการลาออกจากงานประจำที่เครียดจัด มาทำงานพาร์ตไทม์ หรือทำอาชีพเสริมที่รัก (เช่น ชงกาแฟ เขียนบทความ หรือขายต้นไม้) เพื่อหารายได้แค่พอค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ส่วนค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือเงินฉุกเฉินค่อยดึงจากพอร์ตลงทุน วิธีนี้ทำให้คุณไม่ต้องรอเก็บเงินก้อนใหญ่ยักษ์ก็สามารถ “กึ่งเกษียณ” ได้ทันที แถมยังมีสังคม ไม่เหงา และมีประกันสังคมหล่อเลี้ยงด้วยค่ะ

อย่าถือเงินสด ให้ถือสินทรัพย์ชนะเงินเฟ้อ

ศัตรูตัวฉกาจของชาว FIRE ไม่ใช่เจ้านายขี้บ่น แต่คือ Inflation (เงินเฟ้อ) ค่ะ

ถ้าคุณเก็บเงินเกษียณไว้ในบัญชีออมทรัพย์ หรือฝากประจำที่ดอกเบี้ยแพ้เงินเฟ้อ มูลค่าเงินของคุณจะหายไปครึ่งหนึ่งในเวลาไม่กี่สิบปี ดังนั้นพอร์ตการลงทุนของชาว FIRE ยุคใหม่ต้อง Aggressive หรือเชิงรุกมากขึ้น

  • หุ้นและกองทุนอสังหาฯ (REITs) ยังคงเป็นพระเอกที่ช่วยให้เงินโตชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว แม้จะมีความผันผวน แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าผลตอบแทนเฉลี่ยชนะค่าครองชีพเสมอ
  • กระจายความเสี่ยงทั่วโลก อย่าฝากชีวิตไว้กับเศรษฐกิจประเทศเดียว การกระจายเงินไปลงทุนหุ้นสหรัฐฯ อินเดีย หรือเวียดนาม จะช่วยลดความเสี่ยงค่าเงินและเพิ่มโอกาสเติบโตจากเศรษฐกิจใหม่ ๆ

กับดักทางใจ เกษียณแล้วไปไหนต่อ

อีกประเด็นที่คนยุคนี้เริ่มตระหนักคือ ความเบื่อหน่ายหลังเกษียณ ค่ะ มีเคสศึกษามากมายของคนที่ทำ FIRE สำเร็จตอนอายุ 35 แต่พอลาออกมาอยู่บ้านเฉย ๆ กลับพบว่าชีวิตไร้จุดหมาย ซึมเศร้า และสุดท้ายต้องกลับไปหางานทำ

ดังนั้นนิยามของ FIRE ในปี 2026 จึงเปลี่ยนจาก “Reitire Early” (รีบเกษียณ) เป็น “Financial Independence” (อิสรภาพทางการเงิน) แทนค่ะ

เป้าหมายไม่ใช่การหยุดทำงาน แต่คือการมีเงินมากพอที่จะ “เลือกงาน” ที่อยากทำได้ โดยไม่ต้องแคร์เรื่องเงินเดือน ไม่ต้องทนกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นพิษ และมีอำนาจในการต่อรองชีวิตคืนมา

การเกษียณไวแบบ FIRE Movement ยังทำได้จริงค่ะ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบกว่าเดิม ยุคของการ “กินแกลบ 10 ปี เพื่อสบายตลอดชาติ” อาจจะจบไปแล้ว แต่ยุคของ “การวางแผนการเงินเพื่อเลือกใช้ชีวิตที่ต้องการ” กำลังเริ่มต้นขึ้น กุญแจสำคัญคือความยืดหยุ่น (Flexibility) ค่ะ ถ้าปีไหนหุ้นตกหรือของแพง เราก็อาจจะกลับมาทำงานหารายได้เพิ่มนิดหน่อย ถ้าปีไหนพอร์ตโตดี เราก็พักผ่อนเยอะหน่อย

อย่าให้ตัวเลขในบัญชีมากดดันจนลืมใช้ชีวิตในปัจจุบันนะคะ เพราะการเดินทางสู่เส้นชัยเกษียณ ควรจะมีความสุขในทุก ๆ ก้าวด้วยค่ะ