ทำไมธุรกิจที่ “รับงานน้อยลง” ถึงกำไรเพิ่ม
ฟังดูขัดใจใช่ไหมครับ รับงานน้อยลงแต่กำไรเพิ่มได้ยังไง ในเมื่อรายได้ก็น่าจะลดลง แต่ในโลกจริง ธุรกิจจำนวนมากกำไรหายไม่ใช่เพราะงานน้อยครับ กำไรหายเพราะงานเยอะเกินจน “รั่ว” ไปกับงานแก้ งานคุยวน งานด่วน งานเฉพาะเคส และลูกค้าที่ไม่เห็นคุณค่า พอรับงานน้อยลงแบบเลือกให้ถูก ธุรกิจจะคุมเวลา คุมคุณภาพ และคุมต้นทุนแฝงได้ กำไรเลยหนาขึ้นแม้ยอดอาจไม่พุ่งครับ
งานเยอะทำให้กำไรรั่ว เพราะต้นทุนแฝงเพิ่มแบบไม่รู้ตัว ยิ่งงานเยอะ ยิ่งมีงานแทรกครับ เช่น ต้องตามข้อมูล ต้องแก้ซ้ำ ต้องประชุมเพิ่ม ต้องตอบแชตตลอดวัน แล้วทีมเริ่มล้า ความผิดพลาดเริ่มมา งานที่ควรจบกลับยืด และสุดท้ายคุณต้องใช้เวลาเพิ่มเพื่อแก้สิ่งที่ไม่ควรเกิด นี่คือ “ต้นทุนเวลา” ที่กินกำไรโดยตรง เพราะคุณไม่ได้ขายชั่วโมงเพิ่ม แต่คุณเสียชั่วโมงเพิ่ม พอรับงานน้อยลง เลือกงานที่จบง่ายและทำซ้ำได้ ต้นทุนแฝงพวกนี้ลดลง กำไรจึงเพิ่มครับ
รับงานน้อยลงทำให้คัดลูกค้าได้ เหลือแต่ลูกค้าที่คุ้มแรง
ลูกค้าบางประเภททำให้กำไรบางครับ เช่น ต่อราคาแรง ขอเพิ่มไม่หยุด เปลี่ยนใจบ่อย หายเงียบ แล้วกลับมาด่วน หรือคาดหวังเกินงบ ถ้าคุณรับทุกงาน คุณจะเจอคนแบบนี้เยอะขึ้น แต่ถ้าคุณรับงานน้อยลง คุณจะเริ่มเลือกได้ เช่น รับเฉพาะเคสที่ตรงแพ็กเกจ รับเฉพาะลูกค้าที่ให้ข้อมูลครบ และรับเฉพาะงานที่ขอบเขตชัด พอลูกค้าที่เหลือเป็นคนที่เหมาะ งานจะเดินลื่น คุณภาพนิ่ง และกำไรต่อเคสจะดีขึ้นครับ
งานน้อยลงทำให้คุณ “ทำซ้ำได้” จนทำได้เร็วขึ้นและแพงขึ้น ธุรกิจที่รับงานเยอะมักเป็นงานหลากหลายครับ ทำให้ต้องคิดใหม่ทุกครั้ง แต่พอคุณรับน้อยลง คุณจะมีโอกาสแพ็กงานให้เป็นระบบ ทำเทมเพลต ทำเช็กลิสต์ และทำขั้นตอนให้เหมือนกันทุกเคส พองานทำซ้ำได้ คุณจะใช้เวลาน้อยลงต่อชิ้น คุณภาพนิ่งขึ้น และคุณจะตั้งราคาได้ดีขึ้น เพราะมันมีมาตรฐานที่ชัด ลูกค้าก็รู้สึกแฟร์ เพราะเขาเห็นระบบครับ
ธุรกิจที่รับงานน้อยลงกำไรเพิ่มได้ เพราะมันลดต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คัดลูกค้าที่ไม่คุ้มแรงออก และทำให้คุณทำงานซ้ำได้จนเร็วขึ้นและตั้งราคาได้ดีขึ้นครับ รับงานเยอะทำให้ดูเหมือนโต แต่รับงานที่ “ถูกแบบ” ทำให้กำไรอยู่จริง สุดท้ายธุรกิจที่ยืนระยะไม่ได้ชนะด้วยการรับทุกอย่าง แต่ชนะด้วยการเลือกงานที่คุ้มที่สุด แล้วทำให้จบอย่างมืออาชีพครับ
